หน้าแรก

          การวิจัยในชั้นเรียนเรื่องความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษให้สำเนียงเหมือนชาวต่างประเทศของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ปีการศึกษา 1/2556 โดยวิธีการสอนโฟนิกส์มีความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ดังนี้

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

          การเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของเด็กไทยถือว่าเป็นการเตรียมพร้อมเด็กไทย เพื่อก้าวสู้ประชาคมอาเซียน ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community : AC) เกิดจากการประชุมในกลุ่มสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน เวียดนาม พม่า ลาว และกัมพูชา เพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนอาเซียนให้ก้าวไปสู่ระดับสากลในปี พ.ศ. 2558 โดยเน้นสามเสาหลักคือ เสาที่ 1 เศรษฐกิจ เสาที่ 2 สังคมและวัฒนธรรม เสาที่ 3 การเมืองและความมั่นคง ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีอำนาจต่อรองในเวทีระดับโลกเพราะกลุ่มประเทศอาเซียนจะรวมกันเป็นหนึ่ง นั่นหมายถึงจำนวนประชากรที่มีมากกว่า 600 ล้านคน ขณะนี้ก็เหลืออีกเพียง 2 ปีเท่านั้นสำหรับการเตรียมความพร้อมตัวเอง เตรียมพร้อมประเทศ และเตรียมพร้อมเด็กไทยของเราเพื่อก้าวสู้ประชาคมอาเซียน (สุภาวดี หาญเมธี,2556, หน้า 7)     ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ อาจารย์ประจำสาขาบริหารการปฏิบัติการ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2556:ออนไลน์) ให้สัมภาษณ์ไว้กับนิตยสารโมเดินมัม (Modern Mum) โดยวิเคราะห์เด็กในกลุ่มประเทศอาเซียนในด้านการศึกษา ถ้าดูแนวการศึกษาของแต่ละประเทศจะพบว่า บรูไนเน้นคุณภาพการศึกษาชั้นสูง กัมพูชาเน้นการเรียนรู้ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ส่วนอินโดนีเซียกำลังสร้างแหล่งการเรียนรู้นอกโรงเรียนให้มากขึ้น ลาวเน้นความเท่าเทียมด้านการศึกษา  ขณะที่มาเลเซียมีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน ฟิลิปปินส์เน้นหนักในการตอบโจทย์ความต้องการของคนในภูมิภาคและความต้องการของตลาดโลก เข้าเป็นประเทศที่มีความเป็นประชากรโลกสูงมากอยู่แล้ว เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร สิงคโปร์ออกนโยบายการศึกษาล่าสุดปี 2554 คือ สอนให้น้อย เรียนรู้ให้มาก เขาต้องการสร้างให้เด็กมีความหลากหลายทางความคิดแล้ว สามารถปรับตัวได้ง่าย ขณะที่บ้านเราพยายามสร้างความเท่าเทียมและเข้าถึงการศึกษามากขึ้น ส่วนเวียดนามต้องการเป็นศูนย์กลางการศึกษาแข่งกับมาเลเซีย โดยส่งคนไปหาความรู้จากต่างประเทศเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้  เด็กไทยมีจำนวนมากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในเกณฑ์สูงแต่คุณภาพการศึกษาของประเทศด้อยที่สุด ปัจจัยที่ฉุดเราคือ การเรียนรู้นอกโรงเรียนย่ำแย่กว่าคนอื่น เนื่องจากเรามีพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียนน้อยเกินไป

          ภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในภาษาหลักในประชาคมอาเซียน แต่อาการภาษาอังกฤษบกพร่องเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักเรียนไทยมีผลสัมฤทธิ์ในวิชาภาษาอังกฤษต่ำในการสอบ เอเน็ท (ANET) และ โอเน็ท (ONET)  รวมทั้งในผลการสอบโทเฟิล (TOEFL) ไอบีที (iBT) หรือ ไอ เอลท์  (IELTS) ซึ่งสร้างปัญหาให้แก่ผู้ปกครอง เพราะจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติวภาษาอังกฤษที่มีราคาค่อนข้างสูงและค่าสอบซ่อม เพื่อให้ได้ผลสอบที่ต้องการในการสมัครเรียนต่อ ณ สถาบันต่างประเทศ  นักศึกษาระดับปริญญาโทและเอกของไทยมีปัญหาในการอ่านภาษาอังกฤษ ทำให้เป็นอุปสรรคในการค้นคว้าหาความรู้เพื่อทำวิทยานิพนธ์และผลิตงานที่ถือว่าเป็นนวัตกรรมที่แท้จริงในวงการวิชาการ ในปัจจุบันปัญหาอาการภาษาอังกฤษบกพร่องของคนไทยขยายวงกว้างกว่าสนามสอบ หรือ สนามแข่งขันในรั้วมหาวิทยาลัย      ในชีวิตการทำงานของคนไทยกับคนต่างชาติ มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาในการสื่อสารกับคนต่างชาติอย่างเนืองนิจ     นักศึกษามหาวิทยาลัยของไทยที่ไปทำงานซัมเมอร์ ในต่างประเทศมักจะร้องทุกข์ว่าตัวเองถูกหลอกไปใช้แรงงานทั้งๆที่จบปริญญาตรี หรือ โท แต่ต้องไปทำงานระดับที่ใช้แรงงาน เช่น ล้างจาน ทำความสะอาดหรือซักผ้า       แต่ความจริงก็เป็นเพราะเขาไม่สามารถสื่อสารได้ดีกับลูกค้าต่างชาติในงานบริการตำแหน่งประชาสัมพันธ์ หรือพนักงานต้อนรับในธุรกิจท่องเที่ยวและ โรงแรมที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในระดับที่ถือว่าง่ายแล้ว      นอกจากนี้คนงานไทยในต่างประเทศส่วนมากมักถูกเอาเปรียบแรงงาน และ ต้องทุกข์ทนทรมานอย่างเงียบๆเพราะไม่กล้าไปร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ๆเกี่ยวข้องของประเทศเจ้าภาพเพราะไม่ใช่ว่าไม่กล้า แต่เป็นเพราะว่าไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษในเชิงต่อรองเพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของตัวเอง    และมีคนไทยอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ทำงานกับคนต่างชาติ ไม่ว่าในองค์กรของรัฐและ เอกชน  ซึ่งรวมครูต่างชาติ ในโรงเรียนสองภาษาหรือนานาชาติ ที่ยอมรับว่าความสามารถในการสื่อสารกับคนต่างชาติยังบกพร่องอยู่ และหวังว่าสักวันหนึ่งความสามารถในการสื่อสารของตัวเองจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ (อินทิรา ศรีประสิทธิ์,2556:ออนไลน์)

          Dr. Sally E. Shaywitz (1998 อ้างใน อินทิรา ศรีประสิทธิ์,2556)  แห่งมหาวิทยาลัยเยล ประเทศสหรัฐอเมริกาอธิบายว่า ถ้าเด็กจะอ่านภาษาอังกฤษเป็น และอ่านเก่ง เขาต้องมีความสามารถในการแยกคำที่ได้ยินออกมาเป็นหน่วยเสียง (phonemes)  พื้นฐานได้ และ ตัวอักษรที่เห็นเป็นตัวพิมพ์แต่ละตัว เป็นตัวแทนของเสียงแต่ละเสียง       ผู้ที่มีปัญหาในการอ่าน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จะไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย    ภาพจากเครื่องสแกนสมอง FMRI  ที่ใช้คลื่นวิทยุและคลื่นแม่เหล็ก แสดงให้เห็นว่า ในการอ่านของผู้ที่มีปัญหาภาษาบกพร่อง   ส่วนหน้าของสมองที่ทำหน้าที่แยกแยะหน่วยเสียงทำงานหนักหรือได้รับการกระตุ้นมากเกินไป ขณะที่ส่วนหลังอีกสองส่วนที่เชื่อมโยงหน่วยเสียงกับตัวอักษร ตลอดจน ส่วนที่รับรู้คำอย่างอัตโนมัติจะไม่ได้รับการกระตุ้นเลย   ภาพสแกนนี้ต่างจากภาพของ สมองของผู้ที่ไม่มีปัญหาในการอ่าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสมองส่วนหลังทำงานตามปกติ

          ดร. อินทิรา ศรีประสิทธิ์  ผู้อำนวยการ  Cyberschool of English  มูลนิธิเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต กล่าวว่าการที่จะแก้ปัญหาภาษาอังกฤษบกพร่องของคนไทยนั้น เราควรจะรวมวิธีการสอนแบบโฟนิคส์ และวิธีสอนอ่านเป็นคำเข้าด้วยกัน ดังให้เกิดความชำนาญและคล่องแคล่วที่รวมทุกทักษะคือฟัง พูด อ่าน และ เขียน เข้าด้วยกัน ในการสอนภาษาอังกฤษด้วยกรอบของทฤษฎีใหม่นี้ วิธีที่สอนอ่านที่ได้ผลที่สุด จะต้องประกอบด้วย การปูพื้นฐาน 3  อย่าง คือ

1) การเทรนหูให้รู้จักหน่วยเสียงทุกเสียงของภาษาอังกฤษ (Phonemic Awareness)  อย่างถูกต้อง  เพื่อเตรียมพร้อมการเรียนโฟนิกส์ต่อไป

2) การฝึกโฟนิกส์ (Phonics) ด้วยโปรแกรมฝึกที่มีประสิทธิผล ที่สร้างเส้นใยสมองให้เกิดการพัฒนาทักษะในการถอดรหัสตัวอักษรเป็นเสียง (Decoding)  อย่างอัตโนมัติ และ อย่างถาวร

3) การใช้วิธีการของการสอนอ่านเป็นคำ (Whole Word Method) หรือ  Whole Language  โดยหลังจากที่ได้เรียนรู้เคล็ดลับในการถอดรหัสดังในข้อ 1 และ 2 และ ฝึกจนชำนาญแล้ว ควรนำความรู้มาใช้ในการฝึกภาคปฏิบัติจริง เช่นในการอ่านดังๆ บทอ่านต่างๆ ที่มีเนื้อหาที่ต่อเนื่องและหลากหลายไม่ว่าจะเป็น นิทาน สารคดี ข่าว บทความ ซึ่งระบบการสอนอ่านเป็นคำ มักนิยมใช้ ในยามปกติ  โดยให้มีการควบคุมการใช้คำศัพท์(Controlled Vocabulary) ให้เหมาะกับระดับชั้นเรียนของผู้เรียน  และถ้าผู้เรียนอ่านภาษาอังกฤษมากขึ้นเท่าใด โอกาสที่เขาจะเขียนเก่งก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น

 

          นอกจากนี้แล้วยังมีงานวิจัยที่ใช้วิธีการสอนโฟนิกส์เพื่อแก้ไขปัญหาการอ่านภาษาอังกฤษ ได้แก่ งานวิจัยของ Hani Morgan (2556) ได้นำเสนองานวิจัยในวันที่ 19 เมษายน 2556 ที่เมืองซานแอนโตนิโอ รัฐเทกซัส หัวข้อวิจัยเรื่อง การใช้สื่อ E-Books ที่มีเทคนิคการสอนที่หลายหลาย จะช่วยทำให้นักเรียนมีผลการเรียนที่ดีในการอ่านภาษาอังกฤษ ซึ่งหนึ่งในบทเรียนนั้นก็คือเทคนิคการสอนโฟนิกส์ (Multimodal E-Books Can Lead Children To Positive Leaning Outcomes In Reading) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ Susanna Siu-sze, et al., (2555) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ผลการใช้วิธีสอนสอนโฟนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่านและการสะกดคำศัพท์ กับนักเรียนระดับอนุบาล ประเทศฮ่องกง จำนวน 76 คน จากการวิจัยพบว่า นักเรียนสามารถออกเสียง และรู้คำศัพท์มากขึ้นเมื่อเปรียบกับกลุ่มที่เรียนโดยวิธีธรรมดาที่ไม่ใช้การสอนโฟนิกส์  งานวิจัยของวนิดา โนนคำ (2554) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ผลการใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ที่มีความสามารถในการอ่าน และความคงทนในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนศรีจันทร์วิทยาคม ราชมงคลภิเษกจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มีปัญหาในการเรียนรู้ จาการวิจัยค้นพบว่า ความสามารถในการอ่านของนักเรียนที่มีปัญหาในการเรียนรู้ หลังการเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน ได้สอดคล้องกับงานวิจัยของ น้ำทิพย์ ขจรบุญ (2552)  ได้ทำวิจัยเรื่อง การใช้วิธีสอนสอนโฟนิกส์เพื่อส่งเสริมการออกเสียงและความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 15 คน จากการวิจัยพบว่า นักเรียนสามารถออกเสียงภาษาอังกฤษได้ถูกต้อง และมีความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษได้ถูกต้องมากขึ้น หลังได้รับการสอนด้วยวิธีโฟนิกส์  

          ปัจจุบันนี้ผู้วิจัยได้สอนวิชาภาษาอังกฤษเพื่อทักษะการเรียน รหัสวิชา 1500114 หมวดวิชาศึกษาทั่วไป ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 เป็นต้นมา โดยวิชานี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนนำความรู้และทักษะที่ได้ไปปรับใช้กับการเรียนภาษาอังกฤษในรายวิชาอื่น ๆ และเพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่สามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเองโดยใช้ทักษะการอ่านและทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ รวมทั้งการสืบค้นอย่างต่อเนื่องทั้งในชีวิตประจำวันและงานอาชีพในอนาคตจากการศึกษา  แต่ในระหว่างสอนอยู่นั้นผู้วิจัยมักจะพบปัญหาที่นักศึกษาอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งส่งผลให้ไม่สามารถคิดวิเคราะห์โจทย์ปัญหา หรือตอบคำถามจากแบบฝึกหัดได้ดี ผู้วิจัยจึงได้นำเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษโฟนิกส์ มาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อแก้ปัญหาการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาที่สั่งสมมานาน ประโยชน์ในการสอนโฟนิกส์ สามารถช่วยให้นักศึกษาสามารถอ่านคำ และประโยคภาษาอังกฤษได้ เพื่อให้สำเนียงเหมือนเจ้าของภาษา  สื่อที่ใช้ในการสอน ได้แก่ วีซีดีที่บันทึกเสียงเจ้าของภาษา ซึ่งเป็นเบสแพรคทีส (Best Practice) เพื่อประกอบในบทเรียนโฟนิกส์ สอนโดยอาจารย์เบญจมินทร์ ตันกิตติกร  พร้อมทั้ง สื่อ E-Leaning จัดทำโดยนักวิจัย ชื่อเว็บไซด์ http://www.nui-eng.com/ เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสฝึกฝนตนเอง ไม่มีความกดดัน มีโอกาสได้คิดคำตอบ สามารถทบทวนหรือกลับไปอ่านได้หลายๆ ครั้ง  ด้วยสาเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจการทำวิจัยเรื่องความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษให้สำเนียงเหมือนชาวต่างประเทศของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ปีการศึกษา 1/2556 โดยวิธีการสอนโฟนิกส์  ผู้เรียนจะได้พูดภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจ และผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ตัวแปรตามหรือผลการวิจัยที่ค้นพบที่ได้จากการวิจัยนี้ จะได้เป็นแนวทางในการพัฒนาสร้างองค์ความรู้ให้กับการศึกษาของไทย และเป็นประโยชน์ให้นักวิจัย นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ในการศึกษาหาความรู้ และถือว่าเป็นสิ่งเร่งด่วนที่ต้องทำคือ การเตรียมความพร้อมในการสร้างเด็กอาเซียนเด็กสองภาษา